Step to Canada
Immigrate
Work temporary
Visit
Study
thaicanada
Home
News
News in canada
News Thailand
News politics
News
Webboard
Download
About Us
Contact Us

 

logo

News
 
ภาพลักษณ์ไทยในสายตาโลก


ภาพลักษณ์ไทยในสายตาโลก ไม่น่าเชื่อว่า ภาพลักษณ์ของประเทศไทยซึ่งสถาบันการจัดลำดับระหว่างประเทศเคยจัดให้อยู่ในกลุ่มนำของอาเซียนมาก่อนจะตกต่ำมากในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา โดยทั่วไป บางครั้งเรามองตัวเราเองไม่เห็น หรือมักจะประเมินตัวเองว่าดีเสมอ จึงต้องให้คนอื่นทำหน้าที่เป็นกระจกให้เรา บางคนบอกว่า ทำไมเราจะต้องไปแคร์สายตาโลกด้วย แต่ความจริงก็คือ ไทยไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก แต่อยู่ร่วมกับประเทศอื่น ๆ ดังนั้น จึงต้องฟังเสียงจากคนอื่นด้วยว่า เขามองไทยอย่างไร ทำไมเขาถึงมองเราเช่นนั้น และเราจะปรับปรุงตัวเราอย่างไร ปรากฎว่า ผลการสำรวจของสถาบันระหว่างประเทศภาคเอกชนหลายแห่งสะท้อนว่า ในช่วงปี 2551-2552 ภาพลักษณ์ของไทยค่อนข้างไม่ดีนักในสายตาของต่างชาติ เมื่อต้นมิถุนายน 2552 สถาบันระหว่างประเทศแห่งหนึ่งได้จัดลำดับประเทศที่มีความสงบสุขในโลก โดยพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ผลปรากฎว่า ในกลุ่มอาเซียน ไทยถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 118 จากจำนวน 140 ประเทศ ดีกว่าพม่าเพียงประเทศเดียว ทั้งไทยและพม่าถูกจัดเข้าอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความวุ่นวายทางการเมืองที่ดีกว่าอิรัก อัฟกานิสถาน โซมาเลีย อิสราเอล ซูดาน ปากีสถาน ซิมบับเว เพียงนิดเดียว เพราะกลุ่มประเทศเหล่านี้มีความวุ่นวายและมีความรุนแรง มีสงครามกลางเมือง ผู้จัดทำมีหลักเกณท์ในการพิจารณาให้คะแนนหลายสิบหัวข้อ แต่ละหัวข้อไม่ว่าจะเป็นปัญหาอาชญากรรม จำนวนเจ้าหน้าที่รักษาความมั่นคงและตำรวจ คนติดคุก ซึ่งสะท้อนให้เห็นสังคมที่มีปัญหา การแพร่กระจายของอาวุธขนาดเล็ก และอาวุธสงครามที่ทำให้อาชญากรรมมีความรุนแรงมากขึ้น ระดับความขัดแย้งของคนในประเทศ การชุมนุมที่ใช้ความรุนแรง ปัญหาการเคารพสิทธิมนุษยชน การก่อเหตุร้าย จำนวนประชากรที่เสียชีวิตจากความขัดแย้ง นำไปสู่การไร้เสถียรภาพทางการเมือง บวกกับการก่อการร้ายใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งคงหมายถึงกัมพูชา ทั้งหมดนำไปสู่ข้อสรุปที่ทำให้ไทยถูกจัดไว้ในประเทศกลุ่มที่มีความวุ่นวายทางการเมืองมาก มีความสงบน้อย รายงานปี 2552 เป็นการสำรวจสถานการณ์ปี 2551 เราคงพอจะเดากันได้ว่า ในรายงานปี 2553 ซึ่งเป็นการสำรวจสถานการณ์ความสงบสุขสำหรับปี 2552 ไทยจะได้คะแนนเท่าไร หากนักการเมืองบางกลุ่มยังเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนและพวกมากกว่าความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ปลุกระดมให้ประชาชนทะเลาะเบาะแว้งและใช้ความรุนแรง เช่นที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายน 2552 เราคงคาดเดาได้ว่า ลำดับของไทยจะดีขึ้นหรือตกลงจากปี 2551 เป็นที่น่าสังเกตว่า ระยะปีสองปีที่ผ่านมา ไม่ว่าสถาบันระหว่างประเทศจะมีการสำรวจเรื่องอะไร ลำดับของประเทศไทยมักตกลงกว่าเก่าเสมอ ก่อนหน้านี้เมื่อตุลาคม 2551 สถาบันประกันความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจ หรือ เพิร์ก ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่ฮ่องกง สำรวจพบว่า ไทยมีความเสี่ยงทางการเมืองสูงเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย เพราะเหตุการณ์วุ่นวายทางการเมือง และเชื่อว่า ความวุ่นวายทางการเมืองจะยืดเยื้อถึงปี 2552 ซึ่งก็เป็นความจริง ไม่เพียงแต่โลกมองว่าไทยเป็นประเทศที่มีความวุ่นวายทางการเมืองอยู่ในลำดับต้น ๆ แล้ว ปรากฎว่า กระบวนการยุติธรรมของไทยยังไม่ค่อยได้รับความเชื่อถือจากชาวต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจในไทยอีกด้วย ทั้งนี้ พวกเขาอาจไม่ค่อยมั่นใจในกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นน้ำคือตำรวจ ที่ต้นทุนทางสังคมและภาพลักษณ์ไม่ค่อยดีนัก ทั้งนี้ ปรากฎจากผลการสำรวจของ เพิร์กซึ่งเปิดเผยครั้งล่าสุดเมื่อปลายปี 2551 จัดลำดับความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมของ 12 ประเทศในเอเชีย ปรากฎว่าความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมไทยอยู่ในลำดับ 9 ทั้งนี้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการคอรัปชั่นในไทยซึ่งไม่เพียงคนไทยเท่านั้นที่รู้กันดี แต่เป็นที่รู้กันทั่วไปในบรรดานักธุรกิจต่างชาติด้วย เมื่อต้นเดือนเมษายน 2552 เพิร์กได้เปิดเผยผลการสำรวจ 14 ประเทศในเอเชียในเรื่องการคอรัปชั่น ปรากฎว่า ไทยถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีการคอรัปชั่นสูงมากเป็นอันดับสอง รองจากอินโดนีเซียซึ่งคอรัปชั่นมากที่สุด ในขณะที่ฟิลิปปินส์ซึ่งเคยถูกจัดว่าเป็นประเทศคอรัปชั่นมากที่สุดในการสำรวจครั้งก่อน กลับมีคะแนนดีขึ้นมาอยู่ลำดับ 6 ในปีนี้ ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน องค์กรความโปร่งใสระหว่างประเทศที่สำรวจการคอรัปชั่นของประเทศต่างๆ ทั่วโลก และจัดทำดัชนีวัดการคอรัปชั่นทั่วโลกปี 2552 จัดลำดับให้พรรคการเมืองไทยโกงกินมากที่สุด โดยมีมาเลเซีย อินเดีย เกาหลีใต้เป็นเพื่อนร่วมก๊วน มีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่ไทยได้รับการจัดลำดับต้น ๆ กล่าวคือ เมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2552 เพิร์กเปิดเผยผลการำสรวจระบบราชการใน 12 ประเทศเอเชีย และจัดให้ไทยมีระบบราชการดีอันดับ 3 รองจากสิงคโปร์และฮ่องกงเท่านั้น ผลการสำรวจเปิดเผยว่า ไม่ว่าไทยจะมีความวุ่นวายทางการเมืองอย่างใด แต่ระบบราชการก็ยังทำงานได้ตามปกติในการให้บริการประชาชนและนักลงทุน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ระบบราชการของไทยมีความเข้มแข็งและเป็นหลักของบ้านเมืองไม่ว่าการเมืองไทยจะเละเทะปานใดก็ตาม การสำรวจและจัดลำดับของสถาบันต่าง ๆ ถือว่าใกล้เคียงกับความเป็นจริงมาก เราอย่าไปคิดว่าสถาบันเหล่านี้มีอคติกับเรา เพราะ “ผลเกิดจากเหตุ” ทั้งหมดเกิดจากการทำตัวของเราเอง โดยเฉพาะจากนักการเมืองบางกลุ่มบางพวกที่ปลุกปั่นคนไทยให้ทะเลาะกันเอง ตีกันเองเพื่อประโยชน์ของตนและพวกเท่านั้น นักการเมืองทุจริตคอรัปชั่นมากที่สุด การสำรวจของสถาบันต่างประเทศเท่ากับเป็นกระจกส่องให้เราดูตัวเราเอง เราต้องยอมรับความจริง เพื่อนำไปสู่การแก้ไขตัวเราเอง จากการที่ได้พูดคุยกับผู้หลักผู้ใหญ่อดีตนักการทูตและนักการทหารหลายท่าน ท่านเหล่านี้ได้แสดงความห่วงใยสถานะของไทยในเวทีโลก โดยเฉพาะภาพลักษณ์ของประเทศในขณะนี้และแนวโน้มในอนาคตอันใกล้ โดยท่านได้เปรียบเทียบว่า ในช่วงปี 2530-2540 สถานะของไทยเป็นที่เชื่อถือของประเทศในกลุ่มอาเซียน เมื่อไทย “พูด” หรือเสนอแนะนโยบายและท่าทีด้านะการต่างประเทศ และการทหาร ประเทศอื่นโดยเฉพาะอาเซียน “ฟัง” เรามาก แต่วันนี้ ไทยกลายเป็นตัวตลกในสายตาของประเทศอื่น โดยเฉพาะหลังจากที่ไม่สามารถให้ความคุ้มครองผู้นำอาเซียนและประเทศบวก 3 ที่พัทยาได้ วันนี้ ความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยที่เคยมีในอดีตแทบไม่เหลือ เพราะคนไทยโดยเฉพาะนักการเมืองทำร้ายประเทศของตัวเอง ผลการจัดลำดับของสถาบันระหว่างประเทศต่อประเทศไทย ไม่ว่าดีขึ้นหรือต่ำลง ย่อมมีผลกระทบทั้งด้านบวกและลบต่อประเทศไทยโดยเฉพาะการลงทุนจากนอกประเทศ เราต้องยอมรับความจริงเพื่อนำมาแก้ไขต่อไป จริงอยู่ เมืองไทยมีสิ่งที่ดีมากมายหลายประการซึ่งเป็นฐานในการพัฒนาประเทศ แต่ถูกคนไทยด้วยกันเองบ่อนทำลายจนต้องมาเริ่มคิดฟื้นฟูประเทศชาติกันใหม่ การฟื้นฟู ณ ที่นี้ไม่ใช่เพียงการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกเท่านั้น แต่ต้องฟื้นฟูด้านการเมือง สังคมวัฒนธรรม และความเชื่อมั่นของชาวต่างประเทศ หลายคนคงได้ยินเรื่องที่เล่ากันต่อ ๆ มาที่ชาวต่างชาติบางคนเคยแซวเพื่อนคนไทยว่า เมืองไทยนี้มีดีทุกอย่าง เมืองไทยเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ ทั้งอาหารการกิน สินแร่ ปลูกอะไรก็ขึ้น ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ในทะเลมีก๊าซธรรมชาติ ที่ตั้งก็เหมาะสม ไม่โดนพายุเหมือนเวียดนาม แต่ที่ประเทศไทยไม่เจริญกว่าหรือทัดเทียมคนอื่น ก็เพราะมี “คนไทย” อยู่ในประเทศนี้นั่นเอง ฟังแล้วเจ็บใจ แต่จะไปโทษใครก็ไม่ได้ ต้องโทษตัวเอง

 •  Post by: Email: News Date: 2009-07-27 Review: 18603

Comment
Page:
 


 
 
 
 
Gomew
 
Openchiangmai
 

 

  © 2009 Thaicanada.com All rights reserved.